"จงยึดพระวาจาแห่งชีวิตมั่นไว้" (ฟป. 2:16)


(ไฟล์ "เสียงวรสาร" โดย วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ กรุงเทพฯ)

II. คำตักเตือน

ขอให้มีเอกภาพa

4 1ข้าพเจ้าผู้ถูกจองจำเพราะองค์พระผู้เป็นเจ้า วอนขอท่านทั้งหลายให้ดำเนินชีวิตสมกับการที่ท่านได้รับเรียก 2จงถ่อมตนอยู่เสมอ จงมีความอ่อนโยน พากเพียรอดทนต่อกันด้วยความรัก 3พยายามรักษาเอกภาพแห่งพระจิตเจ้าด้วยสายสัมพันธ์แห่งสันติ 4มีกายเดียวและจิตเดียว ดังที่พระเจ้าทรงเรียกท่านให้มีความหวังประการเดียว 5มีองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ความเชื่อหนึ่งเดียว ศีลล้างบาปหนึ่งเดียว พระเจ้าหนึ่งเดียว 6ผู้ทรงเป็นพระบิดาของทุกคน พระองค์ทรงอยู่เหนือทุกคน ทรงกระทำการผ่านทุกคน และสถิตในทุกคน

7เราแต่ละคนได้รับพระหรรษทานbตามสัดส่วนที่พระคริสตเจ้าประทานให้ 8ดังนั้น จึงมีคำกล่าวไว้ในพระคัมภีร์ว่า

เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นสู่เบื้องสูง พระองค์ทรงนำบรรดาเชลยไปด้วย

และทรงแจกจ่ายของประทานแก่บรรดามนุษย์c

 9คำว่า “พระองค์เสด็จขึ้น” นั้นหมายความว่าอย่างไร ถ้ามิใช่หมายความว่า พระองค์ได้เสด็จลงไปยังแผ่นดินเบื้องล่างก่อนแล้วd 10และพระองค์ผู้เสด็จลงไปก็เป็นองค์เดียวกับผู้เสด็จขึ้นไปเหนือสวรรค์ทุกชั้น เพื่อจะทรงครอบครองทุกสิ่งอย่างสมบูรณ์e 11พระองค์ประทานให้บางคนเป็นอัครสาวก บางคนเป็นประกาศก บางคนเป็นผู้ประกาศข่าวดี บางคนเป็นผู้อภิบาลและอาจารย์f 12เพื่อเตรียมบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์gไว้สำหรับงานรับใช้ เสริมสร้างพระกายของพระคริสตเจ้า 13จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันในความเชื่อและในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า เป็นผู้ใหญ่เต็มที่hตามมาตรฐานความสมบูรณ์ของพระคริสตเจ้า 14เราจะได้ไม่เป็นเหมือนเด็ก ถูกคลื่นลมซัดโคลงเคลงล่องลอยไปตามกระแสคำสั่งสอนทุกอย่างที่เกิดจากเล่ห์กลของมนุษย์ ด้วยอุบายชาญฉลาดที่คอยหลอกลวงให้หลงผิดอีกต่อไป 15แต่ให้เราดำเนินชีวิตในความจริงด้วยความรัก เจริญเติบโตขึ้นจนบรรลุถึงความสมบูรณ์ในพระคริสตเจ้าผู้ทรงเป็นพระเศียร 16พระองค์ทรงทำให้ร่างกายทุกส่วนประสานสัมพันธ์กันอย่างสนิทแน่นแฟ้น ทรงจัดให้ข้อต่อทุกข้อเสริมกำลังให้แต่ละส่วนทำหน้าที่ของตน ร่างกายจึงเจริญเติบโตและเสริมสร้างตนเองอย่างสมบูรณ์ขึ้นด้วยความรัก

ชีวิตใหม่ในพระคริสตเจ้า

17ข้าพเจ้าขอพูดและย้ำเตือนท่านทั้งหลายในองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า อย่าดำเนินชีวิตโดยไร้ความคิดอีกต่อไปดังที่คนต่างศาสนาทำ 18เขาเหล่านั้นมีความคิดมืดมัว ความโง่เขลา และจิตใจแข็งกระด้างทำให้เขาอยู่ห่างจากชีวิตของพระเจ้า 19เขาไม่รู้สึกว่าสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก จึงปล่อยตัวในความลามก ทำการน่าบัดสีiทุกอย่างโดยไม่รู้จักอิ่ม 20แต่ท่านมิได้มารู้จักพระคริสตเจ้าเช่นนั้น 21ท่านได้ฟังเรื่องราวและรู้จักองค์พระคริสตเจ้าตามความจริงที่ปรากฏอยู่ในพระเยซูเจ้าแล้วj 22ท่านจงถอดสภาพมนุษย์เก่า เลิกประพฤติเลวทรามตามราคตัณหาที่หลอกให้หลงไป 23จงมีจิตใจและความรู้สึกนึกคิดอย่างใหม่ 24จงสวมใส่สภาพมนุษย์ใหม่ซึ่งพระเจ้าทรงเนรมิตให้เหมือนพระองค์ มีความชอบธรรมและความศักดิ์สิทธิ์ที่มาจากความจริงk

25ดังนั้น ท่านจงเลิกพูดเท็จ พระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า “แต่ละคนจงพูดความจริงแก่พี่น้องของตน เพราะเราต่างเป็นเสมือนอวัยวะของกันและกัน 26แม้ท่านจะโกรธ ก็อย่าให้เป็นบาป จงเลิกโกรธก่อนดวงอาทิตย์ตก 27อย่าให้โอกาสแก่มาร 28คนที่เคยขโมย จงเลิกขโมย ใช้มือทำงานอย่างสุจริตจะดีกว่าl เพื่อจะได้มีบางสิ่งมาแบ่งปันแก่ผู้ขัดสน 29จงอย่าพูดคำเลวร้ายใดๆ เลย จงพูดแต่คำดีงามเพื่อช่วยกันเสริมสร้างผู้อื่นตามโอกาส และเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่บรรดาผู้ได้ยินได้ฟัง 30จงอย่าทำให้พระจิตของพระเจ้าต้องเศร้าหมอง พระเจ้าประทานพระองค์เป็นตราประทับให้ท่านแล้วสำหรับวันแห่งการไถ่กู้m 31ท่านทั้งหลายจงขจัดความขมขื่น ความขุ่นเคือง ความโกรธ การขู่ตะคอก การนินทาว่าร้าย และความไม่ดีไม่งามทั้งหลาย 32แต่จงมีใจโอบอ้อมอารี มีเมตตาต่อกัน ให้อภัยกันดังที่พระเจ้าทรงให้อภัยท่านnในองค์พระคริสตเจ้าเถิด

 

4 a เปาโลพูดถึงภัยคุกคามต่อเอกภาพของพระศาสนจักร 3 ชนิด คือ การโต้เถียงกันระหว่างพี่น้องคริสตชน (ข้อ 1-3) การมีหน้าที่แตกต่างกันในพระศาสนจักร (ข้อ 7-11) และคำสอนไม่ถูกต้อง (ข้อ 14-15) ภัยคุกคามเหล่านี้จะต้องขจัดให้พ้นไปโดยยึดเอกภาพในองค์พระคริสตเจ้าเป็นหลัก (ข้อ 4-6, 12-13, 16)

b หมายถึง พระพรพิเศษที่แต่ละคนได้รับเพื่อประโยชน์ของพระศาสนจักรส่วนรวม (ดู 1 คร 12:1 เชิงอรรถ a)

c เปาโลอ้างพระคัมภีร์ตอนนี้ตามวิธีการของอาจารย์ชาวยิวทั่วไป เพื่อยกวลีสองวลีมาพูดถึง คือวลีว่า “พระองค์เสด็จขึ้น…” (ข้อ 9-10) และ “ทรงแจกจ่ายของประทาน” (ข้อ 11) ซึ่งเปาโลอธิบายว่า หมายถึง การเสด็จขึ้นสวรรค์ของพระเยซูเจ้าและการเสด็จลงมาของพระจิตเจ้า

d แผ่นดินเบื้องล่าง อาจหมายถึง ดินแดนใต้พิภพซึ่งเป็นอาณาจักรของผู้ตาย (ดู กดว 16:33 เชิงอรรถ f) เป็นที่ซึ่งพระคริสตเจ้าได้เสด็จไปก่อนจะทรงกลับคืนพระชนมชีพและเสด็จสู่สวรรค์ (ดู 1 ปต 3:19 เชิงอรรถ h) แต่บางคนคิดว่าหมายถึงโลกนี้ซึ่งอยู่ต่ำกว่าสวรรค์เท่านั้น

e โดยการเสด็จขึ้นผ่านชั้นต่างๆ ของโลกจักรวาล พระคริสตเจ้าทรงเข้าครอบครองจักรวาลทั้งสิ้น และทรงเป็นประมุขของพิภพจักรวาลทั้งหมด (1:10 เชิงอรรถ j) พระองค์ทรงกระทำให้จักรวาลทั้งหมดยอมรับว่าพระองค์คือเจ้านายสูงสุด (หรือ “องค์พระผู้เป็นเจ้า”) ของตน (1:20-23; ฟป 2:8-11; คส 1:19)

f ในที่นี้เปาโลจำกัดรายการพรพิเศษที่เกี่ยวกับการสอนเท่านั้น พรพิเศษเหล่านี้ถูกยกมากล่าวก็เพื่อช่วยให้เข้าใจข้อความในข้อ 13-15

g บรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่เปาโลกล่าวถึงตรงนี้ น่าจะหมายความถึงบรรดาธรรมทูตและอาจารย์อื่น (เทียบ 3:5) แต่ก็อาจหมายรวมถึงผู้มีความเชื่อทุกคน เพราะแต่ละคนต่างก็มีส่วนในการเสริมสร้างพระศาสนจักรด้วย (ดู กจ 9:13 เชิงอรรถ v)

h บางคนเข้าใจว่าข้อความนี้มิได้หมายถึงคริสตชนแต่ละคน แต่หมายถึงคริสตชนโดยส่วนรวม ซึ่งรวมกันเป็น “มนุษย์สมบูรณ์” คือองค์พระคริสตเจ้าในฐานะที่ทรงเป็นมนุษย์คนใหม่ เป็นรูปแบบของมนุษย์ทุกคนที่บังเกิดใหม่ (2:15 เชิงอรรถ n) หรือยิ่งกว่านั้นหมายถึงพระคริสตเจ้าทั้งหมดคือพระวรกาย (1 คร 12:2 เชิงอรรถ i, j) ที่ประกอบด้วยศีรษะ (อฟ 1:22; 4:15; คส 1:18) และส่วนอื่นๆ (อฟ 4:16; 5:30)

i หรือแปลอีกอย่างหนึ่งว่า “ปล่อยตัวในความผิดทางเพศ ความหยาบโลนทุกประการ และความโลภ”

j พระคริสตเจ้าที่แท้จริงในประวัติศาสตร์ คือ พระเยซูเจ้าซึ่งได้สิ้นพระชนม์และทรงกลับคืนพระชนมชีพเพื่อประทานชีวิตใหม่ให้แก่เรา ดังที่กล่าวไว้ใน คส 2:6

k มนุษย์ทุกคนต้อง “สวมสภาพมนุษย์ใหม่” (2:15 เชิงอรรถ n) เพื่อจะได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ในองค์พระคริสตเจ้า (เทียบ รม 13:14; กท 3:27) ในบางแห่งเปาโลพูดถึงเรื่องเดียวกันนี้โดยใช้สำนวนว่า “สิ่งสร้างใหม่” (2 คร 5:17 เชิงอรรถ i)

l แปลตามตัวอักษรได้ว่า “ทำสิ่งดีด้วยมือของตนเอง” คำว่า “ดี” และ มือ “ของตนเอง” ไม่พบในสำเนาโบราณบางฉบับ หรืออาจมีการสลับที่กัน เชื่อว่าต้นฉบับคงไม่ชัดเจนนัก

m พระจิตเจ้าซึ่งทำให้พระกายของพระคริสตเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน (4:4; 1 คร 12:13) พระองค์ทรงเศร้าหากมีอะไรมาทำลายความเป็นหนึ่งเดียวกันของพระกายทิพย์นี้ (เทียบ อฟ 4:30; อสย 63:10)

n คำว่า “ท่าน” บางแห่งก็เป็น “เรา” อย่างเดียวกับที่พบใน 5:2

เช้าวันใหม่ใส่ใจพระวาจา

Lectio Divina-Daily 2022

Sinapis เมล็ดพันธุ์แห่งพระวาจา

เช้าวันเสาร์เราคิดถึงพระวาจา

สมัครเรียนพระคัมภีร์ไปรษณีย์

สมัครเรียนพระคัมภีร์ไปรษณีย์

Video อบรมพระคัมภีร์

ความรู้พื้นฐานพระคัมภีร์และหนังสือปฐมกาล

หนังสืออพยพและเลวีนิติ

หนังสือกันดารวิถีและเฉลยธรรมบัญญัติ

หนังสือโยชูวา ผู้วินิจฉัยและนางรูธ

หนังสือซามูแอล ฉบับที่ 1 และ ฉบับที่ 2

หนังสือพงศ์กษัตริย์ ฉบับที่ 1 และ ฉบับที่ 2

หนังสือพงศาวดาร เอสราและเนหะมีย์

หนังสือโทบิต ยูดิธ เอสเธอร์และมัคคาบี 1 และ 2

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับประกาศกและประกาศกอาโมส

หนังสือประกาศกโฮเชยาและมีคาห์

หนังสือประกาศกอิสยาห์

หนังสือประกาศกโยนาห์และประกาศกเศฟันยาห์

หนังสือประกาศกนาฮูมและฮาบากุก

หนังสือประกาศกเยเรมีห์-เพลงคร่ำครวญ-บารุค

หนังสือประกาศกเอเสเคียลและดาเนียล

บทเทศน์บนภูเขา มธ. 5-7

พระวรสารนักบุญมัทธิว 10,13,18

พระวรสารนักบุญมาระโก

หนังสือกิจการอัครสาวก